21 ต.ค. GIS + Living Digital Twin + GeoAI ยกระดับการบริหารจัดการสู่ Smart Airport และ Smart Port
GIS สร้าง Living Digital Twin เชื่อมข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการสนามบินและท่าเรือ
การพัฒนา Smart Airport และ Smart Port ไม่ได้จบแค่การนำระบบอัตโนมัติหรือเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่ต้องทำให้ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน ทรัพย์สิน บุคลากร และการปฏิบัติงานเชื่อมโยงกันได้อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทุกฝ่ายมองเห็นสถานการณ์ร่วมกันและนำข้อมูลไปใช้ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งสนามบินและท่าเรือเป็นพื้นที่ที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ผู้โดยสาร ยานพาหนะ เรือ สินค้า ไปจนถึงอุปกรณ์และระบบสาธารณูปโภคที่ต้องดูแลให้พร้อมใช้งาน เมื่อข้อมูลของแต่ละส่วนกระจายอยู่ในหลายระบบ การติดตามว่าเกิดอะไรขึ้น ณ จุดใด มีอะไรเปลี่ยนแปลง และส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานอย่างไร ย่อมทำได้ยากขึ้น
GIS (Geographic Information System) ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเข้ากับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกับสถานที่และสถานการณ์จริงได้ชัดเจนขึ้น เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาเชื่อมกับสถานะและเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาจริง ก็สามารถต่อยอดสู่ Living Digital Twin ที่ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องมองเห็นภาพรวมของพื้นที่และการปฏิบัติงานผ่านมุมมองดิจิทัลเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลอาคาร ระบบสาธารณูปโภค ทรัพย์สิน หรือกิจกรรมที่กำลังเกิดขึ้น
นอกจากนี้ การผสาน GeoAI ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อค้นหาความผิดปกติ ระบุจุดเสี่ยง วิเคราะห์แนวโน้ม และประเมินผลกระทบ ทำให้การใช้ข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่แค่การติดตามสถานการณ์ แต่ยังช่วยสนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจเชิงรุกได้มากขึ้น
Living Digital Twin กับการบริหารจัดการสนามบินและท่าเรือ
การนำ GIS และ Living Digital Twin มาใช้ในสนามบินและท่าเรือมีเป้าหมายร่วมกัน คือการเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น แต่ละพื้นที่ก็มีความท้าทายและรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันไป
กรณีศึกษาจาก San Francisco International Airport (SFO) และ Jurong Port แสดงให้เห็นว่า GIS สามารถช่วยเชื่อมข้อมูลจากหลายระบบเข้ากับการปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่การบริหารโครงสร้างพื้นฐานและการบำรุงรักษาในสนามบิน ไปจนถึงการติดตามสินค้าและบริหารพื้นที่ในท่าเรือ
San Francisco International Airport: ใช้ GIS เชื่อมข้อมูลสู่ Living Digital Twin เพื่อบริหารสนามบิน
San Francisco International Airport (SFO) เป็นสนามบินขนาดใหญ่ที่มีอาคารกว่าร้อยแห่ง ระบบสาธารณูปโภคใต้ดินยาวกว่า 600 กิโลเมตร บุคลากรจำนวนมาก และข้อมูลเชิงพื้นที่กว่า 700,000 รายการ การบริหารข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานในระดับนี้จึงต้องอาศัยเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายระบบให้ทำงานร่วมกันได้ โดย SFO ใช้ GIS เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมข้อมูล BIM, IoT, Asset และข้อมูล Real-time เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิบัติงาน และการซ่อมบำรุง ช่วยให้ข้อมูลที่เคยแยกอยู่ในหลายระบบสามารถนำมาใช้ประกอบการทำงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยมีการประยุกต์ใช้ในด้านสำคัญดังนี้
1.รวมข้อมูลเป็นแหล่งอ้างอิงเดียวกัน (Single Source of Truth)
ข้อมูลด้านพื้นที่ อาคาร ระบบสาธารณูปโภค และทรัพย์สินถูกรวบรวมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนจากการจัดเก็บข้อมูลแยกส่วน และช่วยเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน
2.เชื่อมข้อมูลดิจิทัลกับสถานการณ์จริงด้วย Living Digital Twin
การเชื่อมข้อมูล 2D/3D เข้ากับสถานการณ์จริงช่วยให้เห็นองค์ประกอบต่าง ๆ ภายในสนามบิน ทั้งอาคาร ยานพาหนะ การปฏิบัติงาน และการขนส่งสัมภาระ ผ่านข้อมูล Real-time ทำให้ผู้เกี่ยวข้องติดตามความเคลื่อนไหวและเข้าใจสถานการณ์โดยรวมได้สะดวกขึ้น
3.บริหารทรัพย์สินและวางแผนบำรุงรักษา
GIS ช่วยให้ทราบตำแหน่งของอุปกรณ์ ระบบท่อ ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างใต้ดิน ทำให้การจัดการทรัพย์สินมีข้อมูลเชิงพื้นที่รองรับ ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Sensor และประวัติการซ่อมบำรุงยังสามารถนำมาต่อยอดร่วมกับ GeoAI เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและสนับสนุนการวางแผนบำรุงรักษาได้
4.เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและการประสานงาน
เมื่อหน่วยงานต่าง ๆ มองเห็นสถานการณ์จากข้อมูลชุดเดียวกัน ก็สามารถประสานงานและตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้รวดเร็วขึ้น ช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการดำเนินงานของสนามบิน
5.สนับสนุนการบริหารพื้นที่และประสบการณ์ผู้โดยสาร
ข้อมูล Real-time เกี่ยวกับการไหลของผู้โดยสาร จุดตรวจ และระบบสัมภาระ สามารถนำมาใช้ประกอบการบริหารพื้นที่และการให้บริการ ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจสถานการณ์ในแต่ละส่วนและวางแผนการดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
กรณีของ SFO แสดงให้เห็นว่า GIS สามารถเชื่อมข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับการปฏิบัติงานจริง ช่วยให้สนามบินมีมุมมองที่ครอบคลุมทั้งพื้นที่ ทรัพย์สิน และกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารจัดการที่ต้องอาศัยข้อมูลจากหลายหน่วยงานร่วมกัน
บทความเพิ่มเติม: https://www.esrith.com/blog/case-study-sanfrancisco-assetmanagement/
.
Jurong Port: ใช้ JP Glass เชื่อมข้อมูลสู่ Living Digital Twin เพื่อบริหารท่าเรือ
ท่าเรือมีความท้าทายในการบริหารจัดการที่แตกต่างจากสนามบิน เพราะต้องประสานงานระหว่างเรือ การขนถ่ายสินค้า เครื่องจักร บุคลากร และพื้นที่จัดเก็บสินค้า ซึ่งแต่ละส่วนล้วนส่งผลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงาน Jurong Port เป็นท่าเรืออเนกประสงค์ที่รองรับสินค้าหลายประเภท ทั้ง General Cargo, Bulk Cargo และ Container โดยเฉพาะการจัดการสินค้า Bulk ที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลายส่วนและต้องอาศัยการประสานงานอย่างใกล้ชิด Jurong Port จึงพัฒนา JP Glass เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการปฏิบัติงานและทำให้ทีมงานเห็นภาพรวมของท่าเรือจากมุมมองเดียวกัน
1.เชื่อมข้อมูลการปฏิบัติงานให้เห็นภาพรวมในที่เดียว
JP Glass เชื่อมโยงข้อมูลเรือ (Vessel) สินค้า (Cargo) อุปกรณ์ (Equipment) บุคลากร (Personnel) ลานสินค้า (Yard) และคลังสินค้า (Warehouse) เข้าด้วยกัน ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้สะดวกขึ้น ลดการค้นหาข้อมูลจากหลายระบบ และลดขั้นตอนการสื่อสารระหว่างทีมงาน
2.ติดตามสถานการณ์ของท่าเรือแบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบช่วยติดตามสถานะท่าเทียบเรือ กิจกรรมของเรือ การขนถ่ายสินค้า การจัดเก็บและส่งมอบสินค้า รวมถึงด้านความปลอดภัย ทำให้ทีมงานสามารถติดตามสถานการณ์ของท่าเรือได้ตลอด 24 ชั่วโมง และเห็นความเคลื่อนไหวของการปฏิบัติงานในแต่ละส่วนได้ชัดเจนขึ้น
3.บริหารพื้นที่และความจุในการรองรับสินค้า
การมองเห็นข้อมูลพื้นที่ลานสินค้า คลังสินค้า และพื้นที่เช่า รวมถึงระดับการใช้พื้นที่ (Occupancy) และความจุที่ยังรองรับได้ (Available Capacity) ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องวางแผนการใช้พื้นที่ได้เหมาะสมยิ่งขึ้น และบริหารการรองรับสินค้าให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่มีอยู่
4.เพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงานและการจัดสรรทรัพยากร
JP Glass เชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ ความลึกบริเวณท่าเทียบเรือ และการจราจรภายในท่าเรือ เพื่อสนับสนุนการจัดสรรทรัพยากร การตอบสนองต่อปัญหา และการตัดสินใจจากข้อมูล Real-time เมื่อทุกฝ่ายเห็นสถานการณ์ร่วมกัน การประสานงานก็ทำได้คล่องตัวขึ้น โดย JP Glass ช่วยให้ Terminal มี Turnaround Time เร็วขึ้นจากการที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถรับรู้สถานการณ์และประสานงานกันได้ดีขึ้น
5.ต่อยอดสู่ 3D Digital Twin เพื่อวิเคราะห์การจัดเก็บสินค้า
Jurong Port มีแผนเพิ่มมิติสามมิติ (3D) เพื่อขยายขีดความสามารถในการวิเคราะห์การจัดเรียงสินค้าในคลังสินค้า ปริมาตรของสินค้า Bulk และรูปแบบการจัดเก็บสินค้าภายในเรือ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการวางแผนจัดเก็บสินค้า โดยมุ่งเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน
กรณีของ Jurong Port สะท้อนให้เห็นว่า การเชื่อมโยงข้อมูลเชิงพื้นที่เข้ากับการปฏิบัติงานช่วยให้ท่าเรือมองเห็นสถานการณ์ได้รอบด้านขึ้น ตั้งแต่การติดตามเรือและสินค้า ไปจนถึงการบริหารพื้นที่และทรัพยากร ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินงานที่ต้องประสานหลายส่วนพร้อมกัน
บทความเพิ่มเติม: https://www.esrith.com/blog/singapore-jurong-port-digitaltwin/
.
GIS กับ Living Digital Twin: จากข้อมูลเชิงพื้นที่ สู่ภาพรวมการดำเนินงานของ Smart Airport และ Smart Port
ทั้ง San Francisco International Airport และ Jurong Port แสดงให้เห็นว่า การพัฒนา Smart Airport และ Smart Port ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ข้อมูลจากหลายระบบเชื่อมโยงกันและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
GIS ช่วยเชื่อมข้อมูลเข้ากับตำแหน่งและบริบทของพื้นที่ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพย์สิน และการปฏิบัติงานได้ชัดเจนขึ้น เมื่อพัฒนาต่อยอดเป็น Living Digital Twin ข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถเชื่อมกับสถานการณ์จริง เพื่อสนับสนุนการติดตามและบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างครอบคลุม ขณะเดียวกัน GeoAI ยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อค้นหาความผิดปกติ ประเมินแนวโน้ม และสนับสนุนการวางแผนล่วงหน้า ทำให้การตัดสินใจไม่ได้อาศัยเพียงการรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่สามารถใช้ข้อมูลมาประกอบการประเมินทางเลือกและเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น
หัวใจสำคัญของการสร้าง Smart Airport และ Smart Port จึงอยู่ที่การทำให้ข้อมูลเชื่อมโยงกับการทำงานจริง เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน ประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการยกระดับการดำเนินงานให้มีความคล่องตัว ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว
.
