31 มี.ค. Drone Mapping ช่วยยกระดับการรับมืออุทกภัยในออสเตรเลียให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
Drone Mapping ช่วยยกระดับการรับมืออุทกภัยในออสเตรเลียให้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลีย เมื่อช่วงต้นปี 2022 นับเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของการจัดการภัยพิบัติ (Disaster Management) ในยุคปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า ซึ่งต้องอาศัยทั้งความรวดเร็ว ความแม่นยำ และการเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์จริงในเวลาอันจำกัด ปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้ถนนสายหลักและเส้นทางรถไฟสำคัญไม่สามารถใช้งานได้ หลายพื้นที่ถูกตัดขาดออกจากกัน ส่งผลกระทบต่อทั้งการขนส่ง การช่วยเหลือ และการประเมินสถานการณ์ในภาพรวม
ความท้าทายของ Disaster Management ในสถานการณ์น้ำท่วม
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว หน่วยงาน South Australian State Emergency Service (SASES) จำเป็นต้องเร่งทำความเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่อย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อสนับสนุนการวางแผนช่วยเหลือและการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของ Flood Management ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการรับมือกับน้ำท่วมที่เกิดขึ้น แต่ยังรวมถึงการประเมินผลกระทบและการตัดสินใจในทุกช่วงเวลาของเหตุการณ์ อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงพื้นที่จริงกลับเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเส้นทางคมนาคมถูกตัดขาดและมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ทำให้การใช้วิธีสำรวจแบบเดิมไม่สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ที่ต้องการความรวดเร็วได้
เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว SASES จึงนำโดรนเข้า และเทคโนโลยี GIS มาเป็นส่วนหนึ่งของ เทคโนโลยีบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยใช้เป็นเครื่องมือในการสำรวจพื้นที่จากมุมสูงทันทีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวย โดรนถูกนำขึ้นบินเพื่อเก็บข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศทั้งในรูปแบบภาพนิ่ง วิดีโอ และภาพมุมกว้างที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้หน่วยงานสามารถมองเห็นขอบเขตของน้ำท่วม สภาพถนน และความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างชัดเจน แม้ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากหรือมีความเสี่ยงสูง โดยไม่จำเป็นต้องส่งทีมลงพื้นที่ในทันที

สิ่งที่ทำให้การใช้ Drone Mapping มีบทบาทสำคัญในงาน Disaster Management ไม่ได้อยู่เพียงแค่ความสามารถในการเก็บข้อมูล แต่คือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาผสานเข้ากับระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ GIS เพื่อแปลงข้อมูลภาพถ่ายให้กลายเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ที่สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจได้จริง ภาพจากโดรนถูกประมวลผลและจัดทำเป็นแผนที่ดิจิทัล ก่อนจะถูกเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มกลางในรูปแบบของแผนที่ออนไลน์และแดชบอร์ดที่สามารถเข้าถึงได้แบบเกือบเรียลไทม์ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน และเข้าใจสถานการณ์ในภาพเดียวกันได้อย่างชัดเจน
การมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกันในลักษณะนี้ช่วยให้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการวางแผน การประสานงาน และการตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการใช้เทคโนโลยีในงาน Flood Management ที่ต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลาในการกำหนดแนวทางการช่วยเหลือ นอกจากนี้ ข้อมูลจากโดรนยังสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน วางแผนการฟื้นฟู และสื่อสารข้อมูลกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการสำรวจแบบดั้งเดิม การใช้โดรนร่วมกับ GIS ช่วยลดข้อจำกัดได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านเวลา ต้นทุน และความปลอดภัย จากเดิมที่ต้องใช้เครื่องบินหรือทีมสำรวจภาคสนามซึ่งมีความเสี่ยงสูง ปัจจุบันโดรนสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว และเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียดภายในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้กระบวนการประเมินความเสียหายที่เคยใช้เวลาหลายวัน สามารถลดลงเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การตัดสินใจในงาน Disaster Management มีความรวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้จาก Drone Mapping และ GIS ยังสามารถส่งต่อไปยังหน่วยงานในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ เพื่อใช้ในการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ที่ถูกตัดขาด การประเมินความเสียหายเพื่อขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติม หรือการวางแผนฟื้นฟูในระยะยาว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ เทคโนโลยีบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบสนองต่อเหตุการณ์ แต่ยังครอบคลุมถึงการบริหารจัดการในภาพรวม
จาก Drone Mapping สู่ Location Intelligence ด้วย ArcGIS
กรณีศึกษานี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การผสานการทำงานระหว่าง Drone Mapping และ GIS เป็นมากกว่าเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน และสนับสนุนการตัดสินใจในทุกระดับ ตั้งแต่การรับมือในช่วงวิกฤต ไปจนถึงการฟื้นฟูและการวางแผนเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการทำ Disaster Management ที่มีประสิทธิภาพในโลกปัจจุบัน
ในยุคที่ความเสี่ยงจากภัยพิบัติมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งในด้านความถี่และความรุนแรง องค์กรจึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ การนำ Drone Mapping มาทำงานร่วมกับ GIS ในฐานะ เทคโนโลยีบริหารจัดการภัยพิบัติ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่ช่วยยกระดับความสามารถในการบริหารความเสี่ยง และทำให้องค์กรสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
.
