ArcGIS สนับสนุน Traceability ภาคการเกษตร เชื่อมโยงข้อมูลแหล่งผลิตกับพื้นที่จริง

ทำไม Location Intelligence ถึงสำคัญกับ Traceability ภาคการเกษตร

 

Traceability ในภาคการเกษตร ไม่ได้หมายถึงเพียงการบันทึกว่าวัตถุดิบมาจากเกษตรกรรายใด แต่ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่า วัตถุดิบนั้นมาจากพื้นที่ไหน ปลูกอะไร ปลูกเมื่อไร และแหล่งผลิตนั้นมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพราะเมื่อข้อมูลแหล่งผลิตถูกเชื่อมโยงเข้ากับ Geo-Location หรือพิกัดของพื้นที่ ข้อมูลเหล่านั้นจะไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลที่ใช้สำหรับ “ตามรอย” อีกต่อไป แต่สามารถนำมาสื่อสารในรูปแบบเชิงพื้นที่ เชื่อมโยงกับข้อมูลจากแหล่งอื่น และนำไปตรวจสอบความถูกต้องและความสอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริงได้

นี่คือบทบาทสำคัญของ Geo-Location และข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geospatial Data) ที่เข้ามาช่วยเติม “บริบทของพื้นที่” ให้กับ Traceability ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเกษตรกร ขอบเขตแปลง ประเภทพืช การใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อข้อมูลเหล่านี้เชื่อมโยงกับพื้นที่จริง ก็สามารถนำมาวิเคราะห์และตรวจสอบความสอดคล้องกับข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องได้ เช่น EUDR รวมถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง PM2.5 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น Geo-Location จึงไม่ได้มีหน้าที่แค่บอกว่า “แหล่งผลิตอยู่ที่ไหน” แต่ช่วยให้ข้อมูล Traceability มีรายละเอียดและบริบทมากขึ้น สามารถนำไปตรวจสอบ วิเคราะห์ และใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง

กรณีของ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) หรือ BKP ในกลุ่ม CP เป็นตัวอย่างของการนำ ArcGIS มาใช้ในการจัดการข้อมูลแหล่งผลิตทางการเกษตร โดยเชื่อมโยงข้อมูลกับตำแหน่งจริงบนแผนที่ เพื่อช่วยตรวจสอบข้อมูลแหล่งผลิตและการบริหาร Supply Chain ให้เป็นระบบมากขึ้น

 

ArcGIS สนับสนุนการทำ Traceability ของ BKP อย่างไร?


1.เป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งผลิตกับ Geo-Location

ข้อมูล Traceability ใน Supply Chain มาจากหลายส่วน ตั้งแต่ข้อมูลเกษตรกร แปลงเพาะปลูก แหล่งรวบรวม ไปจนถึงข้อมูลปลายทาง หากข้อมูลเหล่านี้อยู่แยกกัน การตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลและการมองภาพรวมของ Supply Chain ก็ทำได้ยาก

BKP จึงนำ ArcGIS มาใช้เป็นแพลตฟอร์มกลาง เชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตเข้ากับ Geo-Location หรือพิกัดตำแหน่งจริงของพื้นที่ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นข้อมูลของแปลงเพาะปลูกบนแผนที่ และนำข้อมูลเชิงพื้นที่มาใช้ตรวจสอบได้ เช่น ตรวจสอบตำแหน่งและขอบเขตของแปลงให้สอดคล้องกับข้อมูลหรือเอกสารสิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ArcGIS ยังสามารถเชื่อมโยงและทำงานร่วมกับข้อมูลจากเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น AI, Blockchain, Cloud และภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อสนับสนุนการจัดการข้อมูลตั้งแต่แหล่งผลิตไปจนถึงปลายทางของ Supply Chain

จุดสำคัญคือ ArcGIS ทำให้ข้อมูล Traceability ไม่ได้อยู่เพียงในรูปของรายการข้อมูล แต่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้ากับ “พื้นที่จริง” และนำไปใช้ในการตรวจสอบเชิงพื้นที่ได้

 

2.วิเคราะห์การซ้อนทับของแปลงเพาะปลูกกับพื้นที่ป่า เพื่อตรวจสอบความเสี่ยงของแหล่งผลิต

เมื่อมีข้อมูลตำแหน่งและขอบเขตของแปลงเพาะปลูกแล้ว ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภูมิสารสนเทศอื่น ๆ เพื่อช่วยตรวจสอบว่าแปลงที่อยู่ในระบบมีพื้นที่ซ้อนทับกับพื้นที่ป่าหรือไม่

สำหรับ BKP ได้นำ ArcGIS มาใช้วิเคราะห์การซ้อนทับระหว่างขอบเขตแปลงเพาะปลูกกับข้อมูลพื้นที่ป่า เพื่อช่วยตรวจสอบว่าแปลงเพาะปลูกที่อยู่ในระบบมีพื้นที่ซ้อนทับกับพื้นที่ป่าหรือไม่ การตรวจสอบในลักษณะนี้ช่วยเพิ่มมิติให้กับ Traceability จากเดิมที่รู้เพียงว่า “วัตถุดิบมาจากแปลงไหน” ไปสู่การตรวจสอบได้ว่า แปลงนั้นตั้งอยู่ในบริบทของพื้นที่แบบใด ซึ่งมีความสำคัญต่อการตรวจสอบแหล่งที่มาและข้อกำหนดด้านการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ เช่น EUDR สำหรับสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนด

 

3.สื่อสารข้อมูลให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน

เมื่อ Traceability ประกอบด้วยข้อมูลจำนวนมากจากหลายแหล่ง อีกหนึ่งความท้าทายคือทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายเข้าใจข้อมูลชุดเดียวกันและเห็นภาพรวมตรงกัน

BKP นำ ArcGIS StoryMaps มาใช้ในการนำเสนอข้อมูลที่มีความซับซ้อน โดยนำแผนที่ ข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลประกอบต่าง ๆ มาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวเดียวกัน ทำให้ข้อมูลที่มีรายละเอียดจำนวนมากสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวที่เข้าใจง่ายและเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น จากข้อมูลที่ซับซ้อนและกระจายอยู่หลายส่วน จึงสามารถนำมาสื่อสารในมุมมองเดียวกัน ช่วยให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจบริบทของข้อมูลและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

 

เมื่อ Geo-Location เข้ามาเสริม Traceability มองเห็นอะไรได้มากขึ้น?

นอกเหนือจากกรณีการใช้งานของ BKP แล้ว แนวคิดของการนำ GIS และ Geo-Location เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ Traceability ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการตรวจสอบในมิติอื่น ๆ ได้อีก

ตรวจสอบว่าแปลงนี้ปลูกอะไร และปลูกเมื่อไร

ในกระบวนการเก็บข้อมูลแหล่งผลิต ข้อมูลชนิดพืชและช่วงเวลาการเพาะปลูกอาจมาจากการลงทะเบียนหรือข้อมูลที่เกษตรกรแจ้งไว้ แต่ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยเทคโนโลยีเชิงพื้นที่ได้ โดยนำ Geo-Location ของแปลง มาทำงานร่วมกับ Satellite Imagery และ GeoAI เช่น การวิเคราะห์รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของพืชพรรณด้วย NDVI Time Series เพื่อดูรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในแต่ละช่วงเวลา ช่วยให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มของช่วงการเพาะปลูกและรอบการเจริญเติบโต แล้วนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีอยู่ในระบบได้ จึงเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับระบบ Traceability จากข้อมูลที่ผู้เกี่ยวข้องบันทึกไว้ สู่ข้อมูลที่สามารถนำเทคโนโลยีเชิงพื้นที่มาช่วยตรวจสอบประกอบได้

 

ตรวจสอบการเผาแปลงและประเมินความเสี่ยงจากไฟป่า เพื่อสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

Traceability ยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งผลิตกับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยติดตามและประเมินความเสี่ยงในพื้นที่เพาะปลูกได้ เทคโนโลยี GIS สามารถนำข้อมูลจุดความร้อน (Hot Spot) มาใช้ติดตามพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากการเผาไหม้ และใช้ข้อมูล Burn Scar ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมและ AI Model เพื่อ Detect พื้นที่ที่มีความผิดปกติหรือมีร่องรอยการเผาไหม้

เมื่อตรวจพบพื้นที่ที่เข้าเกณฑ์ความเสี่ยง ระบบสามารถแจ้งเตือนและจัดทำรายงานส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปตรวจสอบพื้นที่จริงได้ ทำให้ข้อมูลจากระบบ Traceability ไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “ตรวจสอบย้อนกลับ” แต่สามารถนำมาใช้ติดตามความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ รวมถึงการติดตามประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ PM2.5 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร

 

เมื่อ Geo-Location เปลี่ยน Traceability ให้เป็นข้อมูลที่สร้างคุณค่าให้ Supply Chain

เมื่อข้อมูล Traceability เชื่อมโยงกับพื้นที่จริง องค์กรสามารถขยับจากการ “รวบรวมข้อมูล” ไปสู่การ “ตรวจสอบและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์” ได้มากขึ้น

  • ตรวจสอบแหล่งผลิตได้ละเอียดและน่าเชื่อถือมากขึ้น

ข้อมูลแหล่งผลิตถูกเชื่อมโยงกับพิกัดและขอบเขตพื้นที่ ทำให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ตรวจสอบในบริบทเชิงพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น

  • บริหาร Supply Chain ได้เป็นระบบและโปร่งใสมากขึ้น

ข้อมูลจากหลายส่วนสามารถเชื่อมโยงและมองเห็นในบริบทเดียวกัน ช่วยลดความคลาดเคลื่อนและทำให้การบริหารข้อมูลตลอด Supply Chain มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • สนับสนุนการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

ข้อมูลเชิงพื้นที่ช่วยให้สามารถนำข้อมูลแหล่งผลิตมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนแนวทาง Sustainability ตามข้อกำหนดของ EUDR และกฏหมายด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม

  • เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน

การนำระบบมาใช้ช่วยลดต้นทุนด้านการจัดหาข้อมูลหรือใบรับรองจากภายนอก โดย BKP สามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวได้มากกว่า 70 ล้านบาทต่อปี

  • สร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า

เมื่อข้อมูลแหล่งผลิตสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่และตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ ก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้เกี่ยวข้องตลอด Supply Chain ได้มากขึ้น

 

จากข้อมูลแปลงเพาะปลูก สู่ระบบ Traceability ที่ตรวจสอบได้จริงอย่างเป็นระบบ

เมื่อ Traceability มี Location เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูล องค์กรจะไม่ได้เพียงรู้ว่า “วัตถุดิบมาจากไหน” แต่สามารถเข้าใจบริบทเชิงพื้นที่ของแหล่งผลิตได้ละเอียดขึ้น ตั้งแต่ ปลูกอะไร ปลูกที่ไหน ปลูกเมื่อไร พื้นที่นั้นมีความเสี่ยงอะไร และข้อมูลเหล่านั้นสอดคล้องกับข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องหรือไม่

กรณีของ BKP แสดงให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยี GIS ในการเชื่อมข้อมูลแหล่งผลิตเข้ากับพื้นที่ และนำข้อมูลเชิงพื้นที่มาใช้ในการตรวจสอบและสื่อสารข้อมูล ขณะเดียวกัน แนวคิดของ Geo-Location ยังสามารถต่อยอดไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเพาะปลูกและสิ่งแวดล้อมในมิติที่ละเอียดขึ้นได้ ช่วยเพิ่มบริบทให้กับข้อมูล ทำให้องค์กรสามารถนำข้อมูลนั้นไปตรวจสอบ วิเคราะห์ และใช้ประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น

ดังนั้น คุณค่าของ Geo-Location จึงไม่ได้อยู่ที่การ “รู้พิกัด” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยน Location ให้กลายเป็นบริบทของข้อมูล และทำให้ระบบ Traceability สามารถนำไปใช้สร้างความโปร่งใส ตรวจสอบความเสี่ยง และประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นรูปธรรมและสร้างคุณค่าให้กับองค์กรได้ในระยะยาว

 

 

.

Tags: