13 ม.ค. ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างไร ด้วยเทคโนโลยี GIS
Posted at 10:59h
in Blog
ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างไร ด้วยเทคโนโลยี GIS เพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ Climate Change
.
ทำไมการแก้ปัญหา PM 2.5 หรือ Climate Change ต้องเริ่มจาก GIS และระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ?
ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่และพื้นที่ที่มีการเผาไหม้ชีวมวลสูง เช่น ภาคเหนือและภาคกลาง ฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับประเด็น Climate Change, ความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และและเป้าหมายการพัฒนาด้าน Sustainability ของประเทศในระยะยาว ปัจจัยที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ในประเทศไทยมีหลากหลาย ตั้งแต่การเผาไร่อ้อยและพืชผลทางการเกษตร การจราจรในเขตเมือง มลพิษจากภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงสภาพอากาศที่เอื้อต่อการสะสมของฝุ่น ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงได้กำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นอย่างจริงจัง โดยอาศัย เทคโนโลยีเพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ และระบบข้อมูลที่แม่นยำเป็นหัวใจสำคัญ
หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทอย่างมากคือ เทคโนโลยี GIS (Geographic Information System) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทำแผนที่ แต่เป็นแกนหลักของ ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ ที่ช่วยให้หน่วยงานและประชาชนสามารถ “รู้ที่มา รู้ทัน และรู้ก่อน” ต่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
การตรวจสอบสาเหตุฝุ่น PM2.5 ด้วย GIS: รู้ต้นตอ เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุด
GIS ช่วยให้การวิเคราะห์ต้นตอของฝุ่น PM2.5 เป็นไปอย่างเป็นระบบและแม่นยำ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่จากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลสิ่งแวดล้อม หรือข้อมูลกิจกรรมของมนุษย์ ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ GIS ได้แก่
- ตรวจจับแหล่งกำเนิดฝุ่นและการเผาไหม้
วิเคราะห์จุดความร้อนและกิจกรรมการเผาไหม้จากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เช่น Satellite (VIIRS, MODIS) Thermal Hotspots and Fire Activity เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว - ระบุพื้นที่ไฟป่าและเมืองที่มีความร้อนสะสมสูง
ใช้การผสมสีภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 และ Sentinel-2 ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น - วิเคราะห์พื้นที่ที่มีค่าฝุ่นสูงผิดปกติ
ด้วยเทคนิค Hotspot Analysis บน ArcGIS Pro เพื่อเชื่อมโยงค่าฝุ่นกับแหล่งกำเนิด เช่น การจราจร โรงงานอุตสาหกรรม หรือพื้นที่เผาไหม้ - ติดตามแนวโน้มฝุ่นตามฤดูกาลและเหตุการณ์สำคัญ
ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลหลายช่วงเวลา (Time Series Analysis) เพื่อเปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของฝุ่นในแต่ละปี
ข้อมูลเชิงพื้นที่เหล่านี้ช่วยให้หน่วยงานสามารถกำหนดมาตรการควบคุมการเผา ปรับนโยบายด้านการจราจร และวางแผนลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแนวคิด Sustainability ในระยะยาว
การติดตามสถานการณ์ฝุ่นแบบเรียลไทม์: ยกระดับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติด้วย GIS
GIS ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศ ข้อมูลสภาพอากาศ และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อแสดงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 แบบเรียลไทม์บนแผนที่ ตัวอย่างข้อมูลที่นำมาใช้ ได้แก่ ข้อมูลคุณภาพอากาศจาก OpenAQ และข้อมูลสภาพอากาศและทิศทางลมจาก NOAA รวมถึงแอปพลิเคชัน “เตะฝุ่น” ที่พัฒนาโดยใช้เทคโนโลยี GIS เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และแสดงข้อมูลคุณภาพอากาศทั่วประเทศ
แอปพลิเคชันดังกล่าวช่วยให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์ฝุ่น การระบายอากาศ จุดความร้อน (Hotspot) และปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐยังสามารถใช้ข้อมูลเดียวกันนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการภัยพิบัติเพื่อการตัดสินใจที่รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ
การคาดการณ์แนวโน้มฝุ่น PM2.5 ล่วงหน้า: เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติและ Climate Change
นอกจากการติดตามสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว GIS ยังมีบทบาทสำคัญในการคาดการณ์การแพร่กระจายของฝุ่น PM 2.5 ล่วงหน้า โดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงเวลา (Time Series Data) ร่วมกับข้อมูลสภาพอากาศ เช่น ทิศทางลม ความกดอากาศ ความชื้น และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
แนวทางการคาดการณ์ด้วย GIS ได้แก่
- การวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับเวลา เพื่อเปรียบเทียบความรุนแรงของฝุ่นในช่วงเวลาเดียวกันของแต่ละปี
- การประยุกต์ใช้เทคนิค Machine Learning หรือ GeoAI เพื่อเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณฝุ่นกับปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพอากาศหรือกิจกรรมของมนุษย์
การคาดการณ์เหล่านี้ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมมาตรการรับมือ แจ้งเตือนประชาชน และวางแผนเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงจากฝุ่น PM2.5 ได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีเพื่อการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในยุค Climate Change
.


