บทบาทของเทคโนโลยี GIS กับภารกิจรับมือมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ของบราซิล

เทคโนโลยี GIS กับการจัดการภัยพิบัติ: บทเรียนจากมหาอุทกภัยบราซิล

ท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมครั้งรุนแรงในรัฐ Rio Grande do Sul ทีม GIS ของ Codex ซึ่งหลายคนต้องอพยพออกจากบ้านของตัวเอง ได้พัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจ 17 แอปพลิเคชันภายใน 30 วัน เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นสถานการณ์ วางแผนการช่วยเหลือ และรับมือกับภัยพิบัติที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 ในเดือนพฤษภาคม 2024 รัฐ Rio Grande do Sul ทางตอนใต้ของบราซิลเผชิญกับมหาอุทกภัยครั้งรุนแรง ส่งผลให้ประชาชนราว 600,000 คนต้องอพยพ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญและระบบข้อมูลบางส่วนได้รับความเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ขาดข้อมูลสำคัญสำหรับรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางวิกฤตครั้งนี้ Codex บริษัทด้านเทคโนโลยี GIS ในบราซิล ได้ร่วมกับ Esri พัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่การติดตามเส้นทางที่ถูกปิดกั้น การระบุตำแหน่งประชากรกลุ่มเปราะบาง ไปจนถึงการคาดการณ์และจำลองสถานการณ์น้ำท่วม โดยพัฒนาแอปพลิเคชันทั้งหมด 17 รายการภายในเวลา 30 วัน

เรื่องราวของเหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ระบบเดิมจะรับมือได้ ข้อมูลเชิงพื้นที่สามารถช่วยเปลี่ยนข้อมูลที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นภาพสถานการณ์ที่ชัดเจนขึ้น เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือ การวางแผน และการตัดสินใจในภาวะวิกฤต

 

หน้าจอ GIS สำหรับติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม

 

 

ภัยพิบัติที่รุนแรงเกินกว่าที่แบบจำลองเดิมจะคาดการณ์

ฝนที่ตกในพื้นที่สูงทางตอนเหนือของ Rio Grande do Sul ภายในเวลาเพียงสามวันมีปริมาณเทียบเท่ากับฝนตลอดทั้งปี ก่อนที่มวลน้ำจำนวนมหาศาลจะไหลลงมาตามแม่น้ำและลำธารเข้าสู่ Porto Alegre เมืองหลวงของรัฐ ซึ่งมีประชากรราว 2.3 ล้านคน ภูมิประเทศของพื้นที่ทำให้น้ำจากพื้นที่สูงไหลมารวมกันบริเวณ Porto Alegre ขณะที่ลมจากทางใต้พากลุ่มเมฆฝนเข้าสู่พื้นที่สูง และสภาวะคลื่นความร้อนทำให้ระบบสภาพอากาศไม่สามารถเคลื่อนตัวออกสู่มหาสมุทรได้ตามปกติ

มวลน้ำประมาณ 1.5 พันล้านลูกบาศก์เมตรไหลเข้าสู่เมือง ส่งผลให้ประชาชนราว 600,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง ระบบสูบน้ำของเมืองไม่สามารถทำงานได้ หลังระบบไฟฟ้าที่ควบคุมเครื่องสูบน้ำได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ระดับน้ำในใจกลางเมืองเพิ่มขึ้นเกือบ 7 ฟุต ขณะที่สนามบินถูกน้ำท่วมถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และต้องปิดให้บริการนานถึง 6 เดือน

สำหรับ Codex เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นห่างไกลจากทีมงาน เพราะพนักงาน 4 คนสูญเสียทุกอย่าง และอีก 12 คนต้องอพยพออกจากบ้าน สำนักงานของ Codex ซึ่งยังคงมีไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นทั้งที่พักพิงชั่วคราวและศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินของทีม ในเวลาเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของรัฐซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มถูกน้ำท่วม ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าถึงแผนที่ ฐานข้อมูล และข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับระดับน้ำได้ เมื่อระบบเดิมไม่สามารถให้ข้อมูลที่จำเป็นได้ การสร้างภาพสถานการณ์ขึ้นมาใหม่จึงกลายเป็นภารกิจเร่งด่วน

 

เมื่อระบบเดิมล่ม GIS จึงช่วยสร้างภาพของวิกฤตให้เห็นชัดเจนขึ้น

Codex ได้รับการสนับสนุนจาก Esri เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันแผนที่สำหรับสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือและรับมือภัยพิบัติ หลายแอปพลิเคชันสามารถพัฒนาและส่งมอบได้ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง

หนึ่งในเครื่องมือแรกคือแผนที่ติดตามจุดปิดกั้นเส้นทางแบบ Real-time ทีมป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่สามารถส่งพิกัดผ่านโทรศัพท์มือถือ และ Codex นำข้อมูลมาอัปเดตบนแผนที่ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ระบบดังกล่าวช่วยติดตามถนนที่ถูกปิดมากกว่า 200 จุด ทำให้เจ้าหน้าที่มองเห็นเส้นทางที่ยังสามารถใช้สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและขนส่งสิ่งของได้

อีกเครื่องมือหนึ่งช่วยระบุตำแหน่งประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ผู้พิการทางการมองเห็น และผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือในการอพยพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถระบุพื้นที่ที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือได้ จากข้อมูลที่เกิดขึ้นในพื้นที่แบบ Real-time GIS จึงช่วยเปลี่ยนข้อมูลจากภาคสนามให้กลายเป็นข้อมูลที่เจ้าหน้าที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้ทันต่อสถานการณ์

 

17 แอปพลิเคชันใน 30 วัน จากข้อมูลสถานการณ์สู่เครื่องมือช่วยตัดสินใจ

ภายในเวลา 30 วัน Codex พัฒนาแอปพลิเคชันสนับสนุนการตัดสินใจทั้งหมด 17 รายการ เพื่อรับมือกับความต้องการที่เกิดขึ้นตลอดช่วงวิกฤต ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือผู้ประสบภัย ไปจนถึงการประเมินความเสียหายและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นครอบคลุมทั้งการติดตามเส้นทางและประชากรกลุ่มเปราะบาง การคาดการณ์และจำลองสถานการณ์น้ำท่วม การประเมินความเสียหาย การติดตามโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังเกิดภัยพิบัติ หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ Flood Forecasting ซึ่งช่วยให้เจ้าหน้าที่จำลองสถานการณ์ได้ว่า หากระดับน้ำเพิ่มขึ้นอีกครึ่งเมตร โรงเรียนแห่งใดจะได้รับผลกระทบ หรืออาคารใดที่ใช้เป็นศูนย์พักพิงอาจถูกน้ำท่วม

ทีมยังนำเครื่องมือ Flood Simulation มาปรับใช้กับข้อมูลระดับความสูงของพื้นที่ในท้องถิ่น และสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันที่แสดงพื้นที่น้ำท่วมตามระดับน้ำที่แตกต่างกันได้ภายในสองวัน ข้อมูลดังกล่าวช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นหลีกเลี่ยงการจัดตั้งศูนย์พักพิงในพื้นที่ที่มีแนวโน้มว่าจะถูกน้ำท่วมภายในสองวันถัดไป ขณะเดียวกัน เครื่องมือ 3D Flood Modeling, Damage Assessment Dashboard และ Economic Impact Calculator ยังช่วยให้หน่วยงานประเมินความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ หนึ่งใน Dashboard ยังสามารถแสดงผลกระทบต่อธุรกิจ 45,695 แห่งในพื้นที่ต่าง ๆ ของ Porto Alegre ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการประเมินรายได้ภาษีที่สูญเสียและการขอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง อีก Dashboard ติดตามความเสียหายในชุมชนและโครงการที่อยู่อาศัย 124 แห่ง ครอบคลุมครัวเรือนที่ลงทะเบียนไว้ 12,030 ครอบครัว

 

หน้าจอ GIS สำหรับติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม

 

จาก Real-time Response สู่การคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น และนำไปสู่ภารกิจฟื้นฟูเมือง

การรับมือกับภัยพิบัติไม่ได้หยุดอยู่ที่การรู้ว่า “ตอนนี้เกิดอะไรขึ้น” เพราะเมื่อระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องรู้ด้วยว่า “พื้นที่ใดจะได้รับผลกระทบต่อไป”

Flood Forecasting และ Flood Simulation จึงช่วยให้ข้อมูลเชิงพื้นที่ก้าวไปอีกขั้น จากการแสดงสถานการณ์ปัจจุบันไปสู่การจำลองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อสนับสนุนการวางแผนรับมือในช่วงที่สถานการณ์ยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก GIS ยังช่วยให้หน่วยงานประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจ และชุมชนได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงการสร้าง ArcGIS StoryMaps เพื่อบันทึกและสื่อสารขอบเขตของผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมใน Porto Alegre ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์แบบ Real-time ไปจนถึงการคาดการณ์และประเมินผลกระทบ GIS จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจตลอดช่วงเวลาของวิกฤต

Platform ดังกล่าวกลายเป็นต้นแบบของแนวทางที่ช่วยลดขั้นตอนในการฟื้นฟู ขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบของภาคเอกชนหลังน้ำลด เมืองยังต้องเผชิญกับซากความเสียหายจำนวนมหาศาล โดยมีการประเมินว่าอาจต้องใช้เวลาถึงสามปีในการจัดการซากเหล่านี้ผ่านโครงการรีไซเคิล

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์ครั้งนี้คือ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานและระบบข้อมูลแบบเดิมไม่สามารถทำงานได้ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถมองเห็นสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน GIS จึงมีบทบาทในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้คน ทรัพยากร เส้นทาง พื้นที่เสี่ยง และความเสียหายไว้ในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้ ตั้งแต่ช่วงรับมือเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการประเมินผลกระทบและการฟื้นฟู

มหาอุทกภัยใน Rio Grande do Sul จึงแสดงให้เห็นว่า เมื่อสถานการณ์รุนแรงเกินกว่าที่การวางแผนเดิมจะคาดการณ์ไว้ เทคโนโลยี GIS สามารถช่วยทำให้ภาพของวิกฤตชัดเจนขึ้น และสนับสนุนให้ผู้คนและหน่วยงานตัดสินใจได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

เพราะในช่วงเวลาที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แผนที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงบอกว่า “เกิดอะไรขึ้นที่ไหน” แต่สามารถกลายเป็น เส้นชีวิตที่ช่วยให้ผู้คนมองเห็นสถานการณ์และตัดสินใจได้ทันท่วงที

 

 

.